วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เวลา

เรามีเวลาเท่ากัน แต่ใช้ทำประโยชน์ไม่เท่ากัน

ชีวิตจริงไม่มีเวลาคิดนานขนาดนี้

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร....

......ก็ยังเหมือนเดิม

รักแท้ต้องให้เวลาพิสูตร

(QQCT)

คนเรา...ถ้ารักใครสักคน...ก็ต้องการที่จะดูแลเขาให้ดีที่สุด

แม้จะรู้ว่าเวลาของเราจะเหลืออยู่อีกไม่นาน...

คุณดูแลคนที่คุณรัก... ดีพอหรือยัง

คุณค่าของชีวิตที่เหลืออยู่...

ที่มีค่า...กับอีกหลายชีวิต

เวลาไม่เคยหวนกลับมาให้ใครได้

จงทำในสิ่งที่เราอยากทำ...อย่าให้มันต้องสายเกินไป

เวลาของชีวิต...ของสองชีวิต

...ที่แตกต่าง

กับอีกหนึ่งชีวิตที่เป็นอยู่

ใช้เวลาที่มีค่า อย่างคนที่มีคุณค่า

อย่าให้โอกาส เป็นโอกาสสุดท้าย

เวลาที่เหลืออยู่ของคุณมีค่าเพียงใด

.......................................................

ชีวิตในมหาวิทยาลัย


ชีวิตในมหาวิทยาลัย

วันเวลาต่างก็ล่วงเลยผ่านไป อดีตช่างเร็วเหมืนฝัน แต่มันก็เป็นความจริง ตั้งแต่วันแรกที่จากพ่อกับแม่มาทั้งที่ไม่เคยห่างไปไหน จากโรงเรียนอันเป็นที่รักกับคุณครูที่แสนใจดี เพื่อนๆที่เคยร่วมสนุกเฮฮาด้วยกัน บ้านที่เคยนอนหลับฝันดีทุกคืน ต้องมาเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตาที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน ในที่ๆไม่คุ้นเคย ที่ๆเป็นความใฝ่ฝันของหลายๆคนที่อยากเข้ามา

มหาวิทยาลัยช่างยิ่งใหญ่สมชื่อดังชื่อยิ่งนัก ผู้คนที่มากมาย ต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ของตน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป บางคนต้องเจอหน้ากันทุกวัน แต่ก็ไม่ได้รู้จักกันเลย ตึกที่สูงตระหง่านตั้งเรียงรายอยู่มากมาย ความเก่าแก่กับเวลาอันยาวนานของตึกมันคงบอกอะไรเราได้หลายอย่าง ในชั่วโมงเร่งด่วน รถราอันคับคั่ง ไม่ต่างอะไรกันกับเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง ซึ่งไม่รู้เลยว่าแต่ละคนจะไปที่แห่งไหนกัน

หลายฝน หลายร้อน และหลายหนาวแล้วที่ได้มาอยู่ที่นี่ คืนวันก็ผ่านไปกับคำถามมากมายที่ตามมา หากมองย้อนไปตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามา เรื่องราวมากมายที่เราต้องเจอ กี่เรื่องที่ทำให้เราเสียใจ กี่ครั้งแล้วหนาที่เราคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อคิดถึงแม่ คิดถึงคนที่เราต้องจากมาด้วยความจำเป็น เขาจะทำอะไรอยู่ เขาจะรู้สึกเหงา เศร้าหรือเสียใจเหมือนเราอยู่หรือเปล่า หวังว่าเขาคงสบายดี จะรู้ไหมว่ากี่ครั้งแล้วที่คนทางนี้เสียใจ หม่นหมอง ท้อแท้ หรือร้องไห้ อยากกลับไปใจแทบขาดแต่ก็ต้องทนอยู่ อยู่ในที่เราอยากมา

ชีวิตในมหาวิทยาลัยไม่ได้ต่างอะไรกับชีวิตที่เป็นอยู่โดยทั่วไป ต่างก็ค้นหา หาสิ่งที่ไม่รู้จะเจอกันไหมหรือว่าเขามาที่นี่เพื่อจะให้ได้สิ่งนั้น แล้วเรามาเพื่ออะไร แล้วถ้าเราไปกับเขาเราจะได้เจอมันไหมหนอ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งเศร้าหมอง บางทีก็สดใส บางครั้งก็อ่อนแอ บางครั้งก็เข้มแข็ง ทุกข์บ้างสุขบ้างเป็นธรรมดา แล้วอย่างไรถึงจะสุขอย่างแท้จริง

ถึงวันนี้ประสบการณ์ที่ผ่านมามันก็คอยย้ำเตือนบอกถึงชีวิตที่เป็นมา เป็นอยู่และจะเป็นไป มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนวิชาแค่ในตำราแต่ยังสอนวิชาชีวิตให้เราต้องสู้ เข้มแข็ง ผ่าฟันอุปสรรค์ทั้งน้อยใหญ่ ปัญหาทุกอย่างไม่ได้มีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม เราต้องเจออะไรอีกมากมายในวันข้างหน้า สิ่งสำคัญคือปัจจุบันเราทำดีหรือยัง เต็มที่กับมันแค่ไหน คุ้มค่ากับมีชีวิตอยู่เพียงใด

เวลาของเรามีเท่ากัน แต่เราใช้ประโยชน์ของเวลาไม่เท่ากัน เวลาในมหาวิทยาลัยสอนให้เรารู้จักคุณค่าของชีวิต คุณค่าของการยังมีลมหายใจเข้าออก คุณค่าของความเป็นมนุษย์

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การท่องเที่ยว

อุทยานแห่งชาติน้ำพอง






ข้อมูลทั่วไป อุทยานแห่งชาติน้ำพอง เป็นชื่อเรียกตามต้นกำเนิดลำน้ำพองที่ไหลมารวมกับอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ (เดิมชื่ออ่างเก็บน้ำน้ำพอง) เป็นอุทยานแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นตามข้อเสนอของจังหวัดขอนแก่น แต่เดิมมีชื่อเรียกว่า “น้ำพอง-ภูเม็ง” เพราะมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเทือกเขาภูเม็ง อุทยานแห่งชาติน้ำพองตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดขอนแก่นติดกับเขื่อนอุบลรัตน์ ครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโสกแต้ ป่าภูเม็ง ป่าโคกหลวง ป่าโคกหลวงแปลงที่สาม ป่าภูผาดำ ป่าภูผาแดง ในเขตอำเภออุบลรัตน์ อำเภอบ้านฝาง อำเภอหนองเรือ อำเภอมัญจาคีรี และ กิ่งอำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งพื้นที่บางส่วนของ อำเภอบ้านแท่น อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ มีเนื้อที่ประมาณ 197 ตารางกิโลเมตร หรือ 123,125 ไร่กรมป่าไม้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการสำรวจพื้นที่ป่าดังกล่าวปรากฏว่า พื้นที่ป่ายังมีความสมบูรณ์ หากพิจารณาตามความหมายของอุทยานแห่งชาติแล้วยังไม่เข้าหลักเกณฑ์ แต่สมควรอนุรักษ์ไว้สำหรับประชาชนจังหวัดขอนแก่น โดยเห็นสมควรกำหนดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ใกล้เคียงเพิ่มเติม ได้แก่ ป่าโคกหลวง ป่าภูผาดำ และป่าภูผาแดง จังหวัดชัยภูมิ และป่าโสกแต้ รวมพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เป็นอุทยานแห่งชาติด้วย เนื่องจากยังมีสภาพป่าสมบูรณ์ มีจุดเด่นและจุดชมทิวทัศน์ที่น่าสนใจลักษณะ


ภูมิประเทศ สภาพพื้นที่โดยทั่วไป มีลักษณะสัณฐานเป็นเทือกเขาหินทรายสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางคล้ายกับเทือกเขาทั่วๆ ไปของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเทือกเขาเหล่านี้ทอดตัวเป็นแนวยาวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ ขนานกับอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารส่วนหนึ่งของลำน้ำที่สำคัญหลายสาย เช่น ลำน้ำพอง ลำน้ำเชิญ ลำน้ำชี เป็นต้น แบ่งพื้นที่ได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่อยู่ในเทือกเขาภูพานคำ ด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้อยู่ในเทือกเขาภูเม็ง พื้นที่ด้านทิศตะวันตกมีสภาพลาดชันสลับกับหน้าผาในบางช่วงจรดที่ราบอ่างเก็บน้ำด้านล่าง ส่วนพื้นที่ด้านทิศตะวันออกเป็นที่ราบเชิงเขามีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 600 เมตร

ลักษณะภูมิอากาศ ฤดูกาลของอุทยานแห่งชาติน้ำพองแบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยจะร้อนจัดในเดือนเมษายน ฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายน-เดือนตุลาคม ปริมาณน้ำฝนจะตกมากช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดในเดือนมกราคม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากร่องความกดอากาศสูงทางตอนใต้ของประเทศจีน

พืชพรรณและสัตว์ป่า พื้นที่ประมาณร้อยละ80 ของอุทยานแห่งชาติน้ำพองปกคลุมไปด้วยป่าเต็งรังโดยมีป่าเบญจพรรณ ป่าทุ่งหญ้า และป่าไผ่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในบางพื้นที่ ลึกเข้าไปบริเวณตอนกลางของอุทยานแห่งชาติ ทั้งในเทือกเขาภูพานคำและเทือกเขาภูเม็งมีสภาพเป็นป่าดิบแล้งที่สมบูรณ์ จัดเป็นป่าต้นน้ำลำธารที่ไหลลงสู่เขื่อนอุบลรัตน์ บริเวณนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและแหล่งสมุนไพรที่สำคัญของอุทยานอีกด้วย พันธุ์ไม้มีค่าและพบเห็นได้ทั่วไป เช่น เต็ง รัง เหียง กระบก มะพอก ตะเคียนหิน พืชพื้นล่างจำพวกปรงป่า เถาวัลย์ ไม้หนามชนิดต่างๆ รวมทั้งสมุนไพรนานาพันธุ์อีกมากมาย สำหรับสัตว์ป่าส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในป่าดิบแล้งบริเวณเทือกเขาภูเม็ง เพราะเป็นแหล่งหากินที่อุดมสมบูรณ์และถูกรบกวนจากมนุษย์น้อยมาก สัตว์ป่าที่พบเห็นเป็นสัตว์ขนาดกลางและขนาดเล็ก อาทิ หมูป่า เก้ง สุนัขจิ้งจอก เม่น นิ่ม กระต่ายป่า ไก่ป่า งู และนกชนิดต่าง ๆ เป็นต้น

อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เกิดจากการสร้างเขื่อนอุบลรัตน์กั้นลำน้ำพอง พื้นที่บริเวณหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติมีบ้านพัก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ห้องสุขาไว้บริการผู้มาเยือน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่จะได้สัมผัสกับทิวทัศน์อันงดงามของอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ภาพวิถีชีวิตของชาวประมงที่ล่องเรือหาปลาในคุ้งน้ำด้านล่าง หรือความงดงามยามตะวันลับฟ้าในช่วงเย็นบริเวณนี้จึงเหมาะสำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ การแค็มป์ปิ้งแรมคืนตลอดจนกิจกรรมสันทนาการต่างๆ

จุดชมทิวทัศน์หินช้างสี กลุ่มหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนสันเขาป่าโสกแต้เหนือที่ทำการอุทยานแห่งชาติขึ้นไป เป็นจุดชมวิวยามเช้าเย็นที่พระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดของน้ำพอง เหตุที่ชื่อหินช้างสีเพราะครั้งอดีตมีช้างป่ามาใช้ลำตัวสีกับก้อนหินขนาดใหญ่และทิ้งร่องรอยของดินติดไว้ ด้านบนของจุดชมวิวหินช้างสีเป็นลานหินกว้างขนาดใหญ่ จุดสูงสุดมีก้อนหินสัณฐานคล้ายหัวกระโหลกตั้งโดดเดี่ยวเป็นเอกเทศ ด้านบนลานหินนี้สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้โดยรอบ ทั้งทางด้านทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ที่ถูกปูพรมด้วยผืนป่าอันเขียวขจี หรือตัวเมืองขอนแก่นที่อยู่ไกลลิบๆ ออกไป ส่วนด้านทิศตะวันตกจะพบกับทัศนียภาพของธรรมชาติอันงดงามและกว้างไกลของอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์จนสุดสายตาที่เทือกเขาภูเวียงและภูเก้า ยามเช้าในฤดูหนาวที่สายหมอกล่องลอยไล่เลี่ยพื้นน้ำและราวป่า คล้ายกับลูกคลื่นในท้องทะเล ส่งผลให้จุดชมวิวหินช้างสีมีเสน่ห์และน่าหลงไหลสำหรับผู้ที่ได้พบเห็นมากยิ่งขึ้น บริเวณนี้จึงเหมาะสำหรับการตั้งแค็มป์ค้างแรมของผู้ที่ชื่นชอบและต้องการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้บริเวณหินช้างสียังพบภาพเขียนเลขาคณิตอันเป็นร่องรอยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อีกด้วย
จุดชมวิวหินช้างสีตั้งอยู่ไม่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติมากนัก ใช้เวลาเดินเท้าลัดเลาะไปตามสันเขาประมาณ 3 ชั่วโมง หรือขับรถอ้อมไปขึ้นทางด้านบ้านคำหญ้าแดงอีกด้านหนึ่งก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ต่อด้วยการเดินเท้าอีกประมาณ 10 กว่านาที

ขาภูเม็ง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของที่ทำการอุทยานฯ มีสภาพเป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งสมุนไพรและป่าต้นน้ำชั้นดีของน้ำพอง มีสัตว์ป่าอาศัยอย่างชุกชุม จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับธรรมชาติและสมุนไพรอย่างแท้จริง

สถานที่ติดต่อ อุทยานแห่งชาติน้ำพองตู้ ปณ. 13 (ดอนโมง) อ. หนองเรือ จ. ขอนแก่น 40240โทรศัพท์ 0 4324 8006

การเดินทาง รถยนต์ อุทยานแห่งชาติน้ำพอง ตั้งอยู่บริเวณริมเขื่อนอุบลรัตน์ ตำบลบ้านผือ อำเภอหนองเรือ เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ใกล้กับตัวเมืองขอนแก่นมากที่สุด ปัจจุบันการคมนาคมเข้าถึงอุทยานแห่งชาติค่อนข้างสะดวกสบาย จึงเหมาะสำหรับการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจทั้งในระยะสั้นเช้ามา-เย็นกลับ หรือค้างแรมโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นสบาย สำหรับการเดินทางมาอุทยานแห่งชาติน้ำพองสามารถเดินทางได้ 2 ทาง คือ•จากตัวเมืองขอนแก่นตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ไปอำเภอชุมแพ) ถึง กม.30 จะมีแยกขวาเข้าบ้านผือ เดินทางต่อไปอีกประมาณ 19 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขาด้านขวามือ รวมระยะทางประมาณ 49 กิโลเมตร• จากขอนแก่น-อำเภออุบลรัตน์ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (ไปจังหวัดอุดรธานี) แยกซ้ายเข้า อำเภออุบลรัตน์ ถึงตัวอำเภอจะมีแยกเลี้ยวซ้ายตามเส้นทาง รพช.สาย ขก.3034 (หนองแสง- ท่าเรือ) เดินทางเลาะริมเขื่อนอุบลรัตน์มาอีกประมาณ 20 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานฯ รวมระยะทางประมาณ 65 กิโลเมตรผู้ที่เดินทางโดยใช้เส้นทางสายแรก (ขอนแก่น-ชุมแพ) สามารถเดินทาง ไปท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ก่อนที่เดินทางย้อนกลับมาแวะชมไดโนสาร์ที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง หลังจากนั้นท่านเดินทางต่อมาพักผ่อนหย่อนกายชมวิวทิวทัศน์อันงดงามของอ่างเก็บน้ำ หรืออาจเดินทางขึ้นไปนอนชมฝนดาวดูฟ้าสางที่จุดชมวิวหินช้างสีของอุทยานแห่งชาติน้ำพองก็จะได้รับบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไป ในช่วงการเดินทางกลับควรใช้เส้นทางสายที่สอง (ขอนแก่น-อุบลรัตน์) ขับรถลัดเลาะชมธรรมชาติของเขื่อนอุบลรัตน์ หรือแวะทานอาหารชิมปลาน้ำจืดอันเลิศรสก็มีร้านอาหารตลอดเส้นทาง เขื่อนอุบลรัตน์ตั้งอยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติน้ำพองประมาณ 20 กิโลเมตร เสร็จจากชมเขื่อนฯ ขับรถไปอีกประมาณ 8 กิโลเมตร ตามเส้นทางอำเภอโนนสัง ก็จะถึงอุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ หากเดินทางจากขอนแก่น-อุบลรัตน์ หรือใช้เส้นทางสายที่สองก็สามารถท่องเที่ยวในลักษณะที่เป็นรูปวงกลมนี้ได้ อาจเริ่มที่อุทยานแห่งชาติภูเก้าภูพานคำ–เขื่อนอุบลรัตน์-น้ำพอง-ภูเวียง-ภูผาม่าน ก่อนที่จะเดินทางกลับทางด้าน อำเภอชุมแพ

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การบริหาร

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหาร

ความหมายของการบริหาร
คำว่า การบริหาร (Administration) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน “Administatrae” หมายถึง ช่วยเหลือ (assist) หรืออำนวยการ (direct) การบริหารมีความสัมพันธ์หรือมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “minister” ซึ่งหมายถึง การรับใช้หรือผู้รับใช้หรือผู้รับใช้รัฐคือ รัฐมนตรี สำหรับความหมายดั้งเดิมของคำว่า administer หมายถึงการติดตามดูแลสิ่งต่าง ๆ
สมพงศ์ เกษมสิน ในปี พ.ศ. 2514 มีความเห็นว่า การบริหาร หมายถึง การใช้ศาสตร์และศิลป์นำเอาทรัพยากรบริหาร (administrative resource) เช่น คน เงิน วัสดุสิ่งของ และการจัดการ มาประกอบการตามกระบวนการบริหาร (process of administration) เช่น POSDCoRB Model ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ (สมพงศ์ เกษมสิน, การบริหาร (พิมพ์ครั้งที่ 3, กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เกษมสุวรรณ, 2514), หน้า 13-14.)

วิวัฒนาการทางการบริหาร
อรุณ รักธรรม
1. ระยะเริ่มต้น เป็นระยะของการปูพื้นฐานและโครงสร้าง บุคคลสำคัญ ในระยะนี้ได้แก่ Woodrow Wilson, Leonard D. White, Frank T. Goodnow, Max weber, Frederick W. Taylor และ Henri Fayol เป็นต้น
2. ระยะกลางหรือระยะพฤติกรรมและภาวะแวดล้อม ผู้มีชื่อเสียงใน ระยะนี้ ได้แก่ Elton Mayo, Chester I. Barnard, Mary P. Follet เป็นต้น
3. ระยะที่สาม หรือ ระยะปัจจุบัน มี Herbert A. Simon, Jame G. March เป็นผู้วางรากฐาน
นพพงษ์ บุญจิตราดุลย์
1. ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management Era) ผู้มี บทบาทสำคัญได้แก่ Frederick W. Taylor, Henri Fayol, Luther H. Gulick และ Lyndall Urwick
2. ยุคการบริหารแบบมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relation Era) ผู้มี บทบาทสำคัญได้แก่ Mary P. Follet, Elton Mayo และ Fritz J. Rocthlisberger
3. ยุคทฤษฎีการบริหาร (The Era of Administrative Theory) เป็นยุคที่ ผสมผสานสองยุคแรกเข้าด้วยกัน จึงเป็นยุคบริหารเชิงพฤติกรรมศาสตร์ ผู้มีบทบาทสำคัญได้แก่ Chester I. Barnard และ Herbert A. Simon

นักบริหารและนักวิชาการบางกลุ่ม
1. ยุคก่อนหรือยุคโบราณ เริ่มตั้งแต่การมีสังคมมนุษย์จนถึงยุคก่อน Classical บุคคลสำคัญในยุคนี้ได้แก่
- Socrates,
- Plato, Aristotle,
- Saint-Simen,
- Hegel,
- Robert Owen และ Charles Bubbage
2. ยุค Classical เริ่มตั้งแต่ช่วงแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลาย คริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นยุคที่นำเครื่องจักร เครื่องมือทุ่นแรงเข้าไปใช้แทนกำลังคน จนกระทั่งได้เกิดแนวคิดในเรื่อง การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 20
3. ยุค Human Relation งานใด ๆ จะบรรลุผลสำเร็จได้จะต้องอาศัยคนเป็นหลัก วิธีการและเทคนิคต่าง ๆ ทางด้านสังคมศาสตร์ พฤติกรรมและกลุ่มคนใน"มนุษยสัมพันธ์" จะนำไปสู่ความพอใจและสะท้อนถึงผลของการปฏิบัติงาน
4. ยุค Behavioral Science เป็นยุคที่มีความพยายามศึกษา และวิเคราะห์วิจัย มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และค้นคว้าทฤษฎีใหม่ ๆ เพื่อนำไปเป็นประโยชน์ต่อการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

แนวคิดการบริหาร
1.แนวคิดทางการบริหารแบบดั้งเดิม (The Classical Approach)
เกิดในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตในการทำงานโดยหลักการหาวิธีที่ดีที่สุดในการทำงาน เรียกว่า การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management)
- Frederick W. Taylor บิดาแห่งการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ เป็นผู้ค้นหาวิธีการทำงานที่ดีที่สุด รวมทั้งการทำงานโดยแบ่งงานตามความชำนาญเฉพาะด้านของพนักงาน (Specialization) เป็นผู้ริเริ่มการให้ค่าตอบแทนตามจำนวนชิ้นงานที่ทำได้
- Frank Gilbreth เน้นพนักงานที่ด้อยความสามารถ ศึกษาการเคลื่อนไหวร่างกายขณะทำงาน (Motion Study) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเวลาและการเคลื่อนไหวในการทำงานโดยลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นเพื่อลดความไร้ประสิทธิภาพในการทำงาน
แนวคิดด้านสังคมในองค์กร การตัดสินใจที่ต้องพิจารณาหยั่งลึกในรายละเอียดที่พิเศษนอกเหนือจากการตัดสินใจอย่างธรรมดา ความเป็นผู้นำ
- Henry Fayol เป็นบุคคลแรกที่ได้ริเริ่มแนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ทางการบริหาร (Management Function) ประกอบด้วย
1.การวางแผน (Planning)
2.การจัดองค์การ (Organization)
3.การสั่งการ(Commanding) 4.การประสานงาน (Coordinating)
5.การควบคุมงาน (Controlling)
ข้อจำกัดของแนวคิดทางการบริหารดั้งเดิม
- ให้ความสำคัญกับโครงสร้างของงานและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- ให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้บริหารในการปรับปรุงการเพิ่มผลผลิตในการทำงาน
- ผู้บริหารไม่ได้ให้ความสนใจทางด้านมนุษย์หรือบุคคลในองค์กร
- ทำให้เกิดวิกฤติระหว่างบุคคลในองค์การ

2. แนวคิดทางการบริหารเชิงพฤติกรรม (The Behavioral Approach)
- เน้นที่การเพิ่มผลผลิตโดยการทำความเข้าใจและสนใจเรื่องของบุคคล
- เริ่มในปี ค.ศ.1924 และ1932 ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติของพนักงาน
- เอลตัน เมโย พบว่า พนักงานมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากการมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน การตระหนักถึงมิตรภาพและการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
- เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องมนุษย์สัมพันธ์ (Human relations skill) แนวความคิดที่ให้ความสำคัญกับคน (People oriented approach)

3. แนวคิดการบริหารเชิงสถานการณ์ (The Contingency Approach)
- ผู้บริหารให้ความสนใจกับสภาพแวดล้อมในสถานการณ์ต่างๆขององค์การ ตัวแปรต่างๆ แต่ละสถานการณ์ทางการบริหาร
- ผู้บริหารมีควรคำนึงถึงความเหมาะสมในการตัดสินใจดำเนินงานภายใต้สถานการณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์การและความพึงพอใจของพนักงาน
- แนวคิดการบริหารเชิงสถานการณ์ต้องการชี้ให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ย่อมมีวิถีทางที่ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมทางการบริหารที่เหมาะสมกับแต่ละองค์การไม่มีวิธีแก้ปัญหาได้ดีที่สุดวิธีเดียว
4.แนวคิดทางการบริหารเชิงระบบ (The System Approach)
บริหารบนพื้นฐานของทฤษฎีระบบทั่วไปในการทำความเข้าใจในส่วนประกอบต่างๆที่เกี่ยวข้องกัน
5. แนวคิดทางการเรียนรู้ทางการบริหารหรือองค์การแห่งการเรียนรู้(The learning Organization Approach)
- การเรียนรู้เกี่ยวกับการมีความคิดริเริ่ม ความต้องการ การถ่ายโอนความรู้ การปรับพฤติกรรมเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่
- เน้นการแก้ปัญหาอย่างมีระบบการศึกษาทดลองค้นคว้าแนวความคิดใหม่ๆ
- การเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา การเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นหรือกิจการอื่น การโอนถ่ายองค์ความรู้อย่างรวดเร็วจะช่วยทำให้องค์การประสบผลสำเร็จได้ไม่ยาก

ทรัพยากรทางการบริหาร
- วัสดุอุปกรณ์ (Material resources) เป็นทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำเนินการของกิจการ เช่น กลุ่มแม่บ้านทอผ้าในชุมชน ต้องใช้วัสดุ เช่น กี่ ไหม ฝ้าย เพื่อใช้ในการทอผ้า
- ทรัพยากรมนุษย์ (Human resources) เดิมมองว่าเป็นต้นทุนขององค์การ แนวคิดใหม่มอง ว่าเป็นทุนมนุษย์ ซึ่งได้แก่ ความสามารถ พฤติกรรม การแสดงออก และพลังของคน ยึดถือเป็นปรัชญาว่า “ กิจการจะการดำรงอยู่รวมทั้งความรุ่งเรือง เสื่อมถอยของกิจการ ล้วนขึ้นกับบุคลากร”ถือว่าทรัพยากรบุคคลเป็นทรัพย์สิน
- ทรัพยากรด้านการเงิน (Financial resources) ได้แก่ เงินทุนต่าง ๆที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ผู้ลงทุน และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น เงินกองทุนหมู่บ้าน ละ 1 ล้านบาท
- ทรัพยากรข้อมูลข่าวสาร (Informationresources) มีความสำคัญต่อการจัดการ เนื่องจากมีผลกระทบต่อการดำเนินการขององค์การหรือชุมชน ซึ่งสภาพแวดล้อมดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากองค์การปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลง จะไม่สามารถอยู่รอดได้ การรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงแล้วปรับตัวให้เหมาะสม จะช่วยให้องค์การสามารถดำรงอยู่ได้

ทฤษฎีการบริหาร
ทฤษฎีการจัดการตามระบบราชการ (Bureaucratic management) Max Weber (1864-1920) องค์การควรจะถูกบริหารบนพื้นฐานของเหตุผลและไม่เป็นส่วนตัว ลักษณะที่สำคัญขององค์การแบบราชการของเวเบอร์คือ -มีการแบ่งงานกันทำเฉพาะด้าน -มีการระบุสายการบังคับบัญชาอย่างชัดเจน -บุคคลจะถูกคัดเลือกและเลื่อนตำแหน่งบนพื้นฐานของคุณสมบัติทางเทคนิค -การบริหารกับการเป็นเจ้าขององค์การจะถูกแยกจากกัน -ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่บนพื้นฐานของความไม่เป็นส่วนตัว - มีการกำหนดกฎและระเบียบวิธีปฏิบัติการไว้อย่างเป็นทางการ
ทฤษฎีระบบ(Systems)
คือ แนวความคิดการบริหารจัดการซึ่งมององค์การป็นระบบตามหน้าที่ ที่สัมพันธ์กันกับสภาพแวดล้อม ในทฤษฎีระบบนี้เป็นกลุ่มของส่วนที่เกี่ยวข้องกันซึ่งต้องการบรรลุจุดมุ่งหมายเหมือนกันทุกระบบ ในฐานระบบนี้ประกอบไปด้วย 4 ส่วนคือ 1.สิ่งที่นำเข้าสู้ระบบ(Inputs) 2.กระบวนการแปรรูป(Transformation)ซึ่งหมายถึง ความสามารถขององค์การในการบริหารและการใช้เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนสิ่งที่นำเข้าสู้ระบบให้เป็นผลผลิตตามที่ต้องการ 3.ผลผลิตหรือสิ่งที่ออกจากระบบ(Outputs)คือสินค้าหรือบริการที่ออกจากองค์การ 4.ข้อมูลป้อนกลับ(Feedback)ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงผลการดำเนินงาน และสถานะขององค์การที่สะท้อนมาจากนอกระบบ

ทฤษฎีจัดการเชิงสถานการณ์(Contingencytheory) การบริหารจัดการเชิงสถานการณ์ จะมุ่งเน้นการปรับปรุงพฤติกรรมทางการบริหารให้เข้ากับสถานการณ์ขององค์การความสำเร็จหลักของการบริหารจะถูกกำหนดโดยสถานการณ์ไม่มีกลยุทธ์การบริหารอย่างเดียวที่สามารถใช้ได้กับสถานการณ์ทุกอย่าง
ผู้นำกับการบริหาร

ผู้นำมีส่วนกับการบริหารอย่างมาก องค์กรจะก้าวหน้าหรือถอยหลังก็ขึ้นอยู่กับผู้นำจะพาไป
ว่ากันว่าใครก็เป็นผู้นำได้ แต่จะต่างกันตรงที่ คนๆนั้นมีภาวะผู้นำมากเพียงใดที่จะพาเราพัฒนาก้าวไปสู่จุดมุ่งหมาย

คุณสมบัติที่ดีของผู้นำกับการบริหารงาน

1.มีคุณธรรม จริยธรรมและศีลธรรม
2.เสียสละ
3.อดทน
4.มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์
5.มนุษยสัมพันธ์ที่ดี
6.มีความคิดสร้างสรรค์และกล้าเปลี่ยนแปลง
ผู้นำในยุคโลกกภิวัฒน์จำเป็นต้องก้าวให้ทันกับยุทธศาสตร์การบริหารที่มีเปลี่ยนแปลงและไม่หยุดนิ่ง การสื่อสารไร้พรมแดน รวมทั้งเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการองค์กรที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นเครื่องมือที่มาช่วยเพิ่มทั้งศักยภาพและประสิทธิภาพขององค์กร แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ท้าทายความสามารถของผู้นำในการที่จะนำพาองค์กรก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน